.:: Login / Register ::.



.:: Vote ::.

ท่านเคยได้ยินเรื่องการจัดการความรู้ (KM) มาก่อนหรือไม่
 

.:: Search ::.

คุณค่าภาษาไทย ในวรรณกรรมและสื่อปัจจุบัน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Webmaster   
วันพุธที่ 10 มีนาคม 2010 เวลา 15:04 น.

::: คุณค่าภาษาไทย

ในวรรณกรรมและสื่อปัจจุบัน :::

โดย.. โชคชัย  บัณฑิตศิละศักดิ์

วิทยาจารย์ 6 .

อาจารย์ประจำส่วนกิจการนักเรียน

 

                        ความห่วงใยเรื่องการใช้ภาษาไทยในงานวรรณกรรมและในสื่อต่าง ๆ ในปัจจุบัน ได้รับการกล่าวถึงอยู่เนือง ๆ  โดยเฉพาะกรณีของสื่อสารมวลชนที่ถูกตั้งข้อสังเกตจากผู้ห่วงใยภาษา ว่าเป็นผู้ทำลายคุณค่าภาษาไทย ไม่ผิดกับ แพะรับบาปอยู่เสมอ

                        อย่างไรก็ตามหากถือนิยามของ วรรณกรรมในความหมายอย่างกว้าง สื่อต่าง ๆ ก็จัดเป็นวรรณกรรมประเภทหนึ่งเช่นเดียวกันกับเรื่องแต่งอย่างนวนิยาย เรื่องสั้น หรือบทกวี  แต่ในบทความนี้ต้องขอแยก สื่อออกจาก วรรณกรรมในความหมายแคบอย่างที่เข้าใจกันทั่วไป เพื่อจะได้เปรียบเทียบการใช้ภาษาไทยในสื่อปัจจุบัน แยกจากวรรณกรรมหรือเรื่องแต่งเพื่อความบันเทิง

                        กล่าวเฉพาะงานวรรณกรรม เนื่องจากเป็นเรื่องแต่งหรือเรื่องสมมุติเพื่อความบันเทิง การใช้ภาษาจึงกระทำได้กว้างขวาง และมีข้ออนุโลมมากกว่าข้อเขียนที่เคร่งครัดอย่างงานวิชาการ หรือเรื่องที่เป็นทางการประเภทอื่น  โดยเฉพาะงานร้อยกรองที่มี กวียานุโลม” (Poetic License) อนุญาตให้ผู้ประพันธ์สามารถสร้างคำใหม่ ๆ ขึ้นใช้ สื่ออารมณ์ที่มีเกินกว่าถ้อยคำในภาษาจะสื่อออกมาได้หมดจดเท่าที่ผู้ประพันธ์ต้องการได้

                        การแผลงคำ นับเป็นตัวอย่างประการหนึ่งที่ช่วยให้ภาษารุ่มรวยถ้อยคำมากขึ้น โดยเฉพาะการเอื้อต่อการส่งสัมผัสในคำประพันธ์ฉันทลักษณ์แต่ละประเภท

 

                        เมื่อพิจารณางานเขียนของนักเขียนรุ่นใหม่ เราอาจพบวิธีการสร้างคำที่ควรนับว่าเป็นการสร้างสรรค์อย่างหนึ่ง (ซึ่งหากไปปรากฏในสื่อประเภทอื่นอาจกลายเป็นการลดทอนคุณค่าทางภาษา เนื่องจากอยู่ผิดที่ผิดทาง) อาทิ การใช้ภาษาของ ปราบดา  หยุ่น ในรวมเรื่องสั้น ความน่าจะเป็น ที่ถูกติติงเรื่องการ เล่นกับภาษาจากนักวิชาการบางท่าน ซึ่งผู้เขียนบทความนี้กลับเห็นว่าในฐานะงานประพันธ์ผู้ประพันธ์ย่อมมีสิทธิ์ที่จะสร้างสรรค์คำใหม่ขึ้นใช้ได้ หากสามารถสื่อสารกับผู้อ่านรู้เรื่อง อาทิ นอนแผ่แช่เหงื่อ” (ปราบดา หยุ่น 2543, 63) ที่สื่อความรู้สึกอย่างเห็นภาพและได้อารมณ์ หรือสำนวนแปลก ๆ อย่าง ไม่กี่น่าทีต่อมา ตึกสี่ชั้นบรรจุเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่รถฉุกเฉินหลายนาย” (ปราบดา หยุ่น 2543, 74) คำ บรรจุ สามารถใช้ได้ในบริบทของงานประพันธ์ชิ้นนี้และให้ความรู้สึกที่แปลกไปจากความเคยชินได้ดี  หรือแทนที่จะเขียนว่าตัวละคร นั่งลง ผู้เขียนกลับเลือกที่จะเขียนว่า

เขาทิ้งบั้นท้ายลงต่ำ” ”(ปราบดา หยุ่น 2543, 68) กลายเป็นลูกเล่นทางภาษาอีกอย่างหนึ่งซึ่งจะต้องใช้ให้พอเหมาะพอดี ทั้งนี้ นักเขียนจะเป็นผู้กำหนดสัดส่วนดังกล่าวตามความจัดเจนของตนเป็นกรณีไป

 

                        ตัวอย่างการเล่นกับภาษาในลักษณะนี้ จำเป็นต้องยกไปเปรียบเทียบกับกรณีของ  รงค์  วงษ์สวรรค์ ผู้มีลีลาการเขียนแบบ สวิงสวายกระทั่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำลายภาษา เนื่องจากมิได้เขียนตามหลักไวยากรณ์ที่คุ้นชิน หรือแม้แต่การเขียนบทกวีในแบบของ อังคาร  กัลยาณพงศ์ ที่มิได้เคร่งครัดกับรูปแบบ ทั้งจำนวนคำในวรรคและเสียงท้ายวรรค แต่เมื่อผู้ประพันธ์ยืนยัน ตัวตนผลงานของเขาต่อเนื่องยาวนาน กระทั่งสังคมกลับไปศึกษาประเมินค่า การณ์กลับกลายเป็นว่าผลงานเหล่านี้มีคุณค่าควรแก่การศึกษาไม่ด้อยไปกว่างานแนวขนบของนักเขียนท่านอื่น

                        เมื่อพิจารณาการใช้ภาษาในงาน วรรณกรรมเปรียบเทียบกับการใช้ภาษาใน สื่อประเภทอื่น จะพบว่าการใช้ภาษาไทยในสื่อปัจจุบันนับได้ว่ามีผลต่อการลดทอนคุณค่าทางภาษาลงอย่างน่าเสียดาย (ผู้เขียนขอเลือกใช้คำว่า ลดทอนแทนคำว่า ทำลายเพื่อหลีกเลี่ยงความหมายในลักษณะชี้ถูกชี้ผิด หรือปรักปรำจนเกินไปส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะธรรมชาติของสื่อชนิดนั้น ๆ ต้องการดึงดูดความสนใจของผู้รับ อย่างเช่น นิตยสารวัยรุ่น อาจต้องให้ภาษา ร่วมกับกลุ่มวัยรุ่น อย่างคำว่า นู๋ หรือสแลงแปลก ๆ ตามความนิยมในขณะนั้น  ส่วนหนังสือพิมพ์ ก็ต้องอาศัยการพาดหัวข่าวในลักษณะหวือหวาเกินจริง หรือใช้คำผิดไวยากรณ์ ฯลฯ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ซื้อ นอกจากนี้ความรีบเร่งในการปิดข่าว ทั้งกรอบเช้าและกรอบบ่าย การจะหวังความพิถีพิถันในการใช้ภาษาจากสื่อหนังสือพิมพ์ ก็นับเป็นเรื่องน่าเห็นใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย

                        ในส่วนของของสื่อกระจายเสียง อย่างโทรทัศน์ และวิทยุ นอกจากประเด็นปัญหาการใช้คำควบกล้ำ และ อย่างที่เป็นห่วงกันแล้ว พิธีกรหลายคนยังออกเสียงภาษาไทยไม่ชัดเจนอย่างที่ควรจะเป็น บางรายฟังสำเนียงคล้ายพยายามเลียนแบบวัยรุ่น (แทนที่จะเป็นตัวอย่างการใช้ภาษาให้แก่เยาวชน) หรือแม้แต่ผลงานเพลงไทยในปัจจุบัน ภาษาในเนื้อร้องกลับขาดความสละสลวยไม่ต่างจากภาษาพูดในชีวิตประจำวัน ผิดกับเพลงไทยสมัยก่อนที่มีความเป็น วรรณกรรมเพลงเพราะเนื้อหาดี และเป็น คีตกวีเพราะลีลาไพเราะ  แต่ทั้งนี้ใช่ว่าจะหาผู้ประพันธ์เพลงที่ใช้ภาษาไทยอย่างเห็นคุณค่าไม่ได้ เพียงแต่ว่าโอกาสที่จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและรวดเร็วกลับเป็นไปได้ยากเมื่อเทียบกับเพลงที่ฉาบฉวยทั้งเนื้อหาและทำนอง

                        จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ทั้ง วรรณกรรมและ สื่อต่างมีส่วนสร้างสรรค์และลดทอนคุณค่าภาษาไทยมากน้อยแตกต่างกันไป เพียงแต่ธรรมชาติของสื่อมีแนวโน้มที่เอื้อต่อการส่งผลกระทบด้านลบต่อภาษามากกว่างานวรรณกรรมดังได้กล่าวแล้วข้างต้น

                        อย่างไรก็ตามต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย คำใดที่ไม่นิยมใช้ย่อมกลายเป็นคำล้าสมัย กระทั่งไม่สามารถสื่อความเข้าใจกันได้ คำใดที่สร้างขึ้นใหม่แล้วได้รับการยอมรับ สามารถสื่อความเข้าใจกันได้ดี สังคมก็จะคัดกรองว่าสมควรเก็บคำ ๆ นั้นไว้หรือไม่เพียงใด  ความห่วงใยของผู้รักภาษาไทยที่มีต่อสื่อและวรรณกรรม อาจมิใช่เสียงเล็ก ๆ เพียงเสียงเดียวที่ขาดคนขานรับ เพียงแต่ความห่วงใยดังกล่าวต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล พร้อมที่จะรับฟังเสียงอื่นที่ต่างออกไปด้วย

 

                        นอกจากการจัดเสวนา อภิปราย เรื่องการใช้ภาษาไทยในวาระสำคัญ ๆ แล้ว หน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน ต่างก็มีบทบาทในการส่งเสริมผู้ใช้ภาษาไทยได้อย่างเหมาะสม ประกาศยกย่องให้สังคมได้รับรู้ อาทิ หนังสือพิมพ์ มีสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ดูแลความเหมาะสมของการเสนอข่าว (ข่าวใดไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างกรณี ซีดีฉาวของผู้ที่ถูกเรียกว่า ไฮโซบันทึก

กิจกรรมทางเพศของตนลงแผ่นซีดี แล้วเล็ดรอดสู่สาธารณชนจนกลายเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ทางสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ก็จะแจ้งเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร) รวมทั้งยังมีสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย พิจารณาให้รางวัลพาดหัวข่าวที่สร้างสรรค์และใช้ภาษาไทยได้เหมาะสมเป็นประจำทุกปี  หรือแม้แต่การให้รางวัลแก่ผู้ประกาศข่าว พิธีกร และผู้ดำเนินรายการดีเด่นด้านการใช้ภาษาไทยในโทรทัศน์ และวิทยุกระจายเสียง ของกรมประชาสัมพันธ์ และหน่วยงานเอกชนอื่น ๆ ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยยกย่องเชิดชูผู้ใช้ภาษาไทยได้ถูกต้องเหมาะสมให้เป็นที่ปรากฏแก่สังคม

 

                        นอกจากนี้เราอาจต้องฝากความหวังไว้กับสถานศึกษา โดยเฉพาะสาขาที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารมวลชน อาทิ คณะนิเทศศาสตร์ หรือวารสารศาสตร์  เพราะนอกจากความรู้ในสาขาวิชาของตนแล้ว การสร้างจิตสำนึกต่อความถูกต้องในการใช้ภาษาควรจะได้รับการปลูกฝังไปพร้อมกับความสำนึกในวิชาชีพของตน เพราะบุคลากรเหล่านี้คือผู้ที่จะกำหนดแนวทางของสื่อในอนาคตนั่นเอง.

 

 

::: เอกสารอ้างอิง :::

 

ปราบดา   หยุ่น.  2543.  ความน่าจะเป็นพิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ : สุดสัปดาห์สำนักพิมพ์.

 

 
Ulti Clocks content